ทริค 9 ข้อเลือกสีตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างไรให้บ้านปัง

ทริค 9 ข้อเลือกสีตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างไรให้บ้านปัง

              การที่บ้านเราจะสวยงามน่ามองแล้ว หัวใจสำคัญเลยก็คือ การเลือกสีบ้าน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่สาหัสเป็นอย่างมาก เพราะคิดแล้วคิดอีกว่าจะทำอย่างไรจะทำให้สีของบ้านเราออกมาอย่างไรให้ปัง ใครมองแล้วว่าแทบจะต้องยกกันให้ควั่กเลยทีเดียว หากเรานั้นเลือกสีของบ้านได้อย่างเหมาะสมนั้น จะช่วยเพิ่มความสุขในการใช้ชีวิต เพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวบ้าน ซึ่งวันนี้ banseechompu.com จะมาฝาก  ทริค 9 ข้อเลือกสีตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างไรให้บ้านปัง เพื่อเป็นแนวทางในการแต่งบ้านของเรานะครับ

ทริค 9 ข้อเลือกสีตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างไรให้บ้านปัง

ทริค 9 ข้อเลือกสีตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างไรให้บ้านปัง
  1. ห้องรับแขก   ควรเลือกเป็นสีชมพูอ่อน เพราะมีผลงานวิจัยออกมาแล้วว่า เป็นสีที่ช่วยให้ความจรรโลงใจเงียบสงบเป็นอย่างมาก ดังนั้นสีชมพูนั้นเป็นสีที่มีคนพลุกพล่านเยอะ ๆ หรือความวุ่นวาย เช่น ห้องนั่งเล่น หรือห้องรับแขก  หากใครอยากให้ดูมีมิติควรจะใช้สีเหลืองพาสเทล เพราะ จะดูทำให้สดใส มีความอบอุ่น
  2. ห้องนอนเด็ก  ควรเลือกเป็นสีเขียวพาสเทล เพราะจะแสดงความเป็นธรรมชาติ การฟื้นฟู  สดชื่น และทริค 9 ข้อเลือกสีตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างไรให้บ้านปังเป็นธรรมชาติ และสีเขียวเป็นที่สีที่สามารถใช้ได้กับทุกห้องภายในบ้าน ซึ่งมีสีเขียวหลายโทนให้เลือกเช่น เขียวอ่อน เขียวมะกอกหรือมะนาว ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าได้อยู่ท่ามกลางป่าหรือทุ่งหญ้านั่นเอง
  3. ห้องครัว แนะนำเป็นสีเหลืองอบอุ่น เพราะสีนี้เป็นสีมีส่วนช่วยในการกระตุ้นความอยากอาหารอยู่ในตัวอยู่แล้ว และเป็นการกระตุ้นพลังงานไปในตัวด้วย แล้วยิ่งหากใครที่ชอบตื่นสาย แล้วเข้าครัวก็จะช่วยเพิ่มความกระตุ้นในการรับพลังงานในวันใหม่
  4. ห้องนอน สีที่เหมาะสมที่สุดคือสีน้ำเงิน ที่จะช่วยให้ความรู้สึกสงบ ร่มเย็น ทำให้ได้รับความนิยมในการเป็นสีตกแต่งห้องนอนมากที่สุด แต่ทางที่ดีควรจะตกแต่งห้องนอนด้วยสีฟ้า ที่จะไปลดความมืดมน และไม่ทำให้อึดอัดด้วย
  5. ห้องออกกำลังกาย แนะนำเป็นสีแดงเลย เพราะสีนี่เป็นสีที่ให้ความรู้สึกว่ากระตือรือร้น สร้างแพสชั่นในการออกกำลังกาย อีกทั้งยังเป็นสี่ที่สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพได้เป็นอย่างดี หากใครเป็นสายฟิตแล้วอยากมีห้องออกกำลังกายส่วนตัว ต้องไม่พลาดเลยกับสีนี้
  6. ห้องศิลปะ แนะนำเป็นสีม่วงเลย เพราะสีนี้เป็นสีที่ช่วยในกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และจุดประกายความคิดได้ดี และอีกทั้งยังเป็นสีที่ให้ความสงบอยู่แล้ว ตอบโจทย์อย่างมากสำหรับห้องศิลปะที่จะต้องใช้ความสงบและสมาธิในการสร้างสรรค์ผลงานั่นเอง อีกห้องที่แนะนำเลยก็คือห้องอ่านหนังสือด้วย เพราะช่วยให้การอ่านหนังสือของเรานั้นราบรื่นไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ
  7. ห้องรับประทานอาหาร แนะนำเป็นสีขาวครีม หรือสีวอร์มไนท์ ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าเป็นสีที่สามารถใช้กับทุกห้องภายในบ้าน มีความเรียบง่าย ตกแต่งออกมาแล้วดูดีลงตัว ยิ่งได้ไปอยู่ตามห้องอาหารนั้นจะทำให้มื้ออาหารของเป็นมื้ออร่อยที่สุด
  8. ห้องโถง สีที่เหมาะสมที่สุดคือสีเทาหรือสีเงิน เพราะเป็นจุดภายในบ้านที่ดูวุ่นวายมากที่สุด ดังนั้นการเลือกใช้ 2 สีนี้จะช่วยให้ห้องนี้ดูสงบ บรรยากาศผ่อนคลาย หรือมีอีกสีที่แนะนำเลยก็คือ สีขาว นอกจากจะทำให้สว่าง ปลอดโปร่งแล้ว ยังทำให้ดูมีชีวิตชีวานั่นเอง
  9. ห้องทำงาน  สีที่แนะนำสำหรับห้องนี้เลยก็คือ สีส้มสดใส เนื่องจากสีส้มนั้น ในทางจิตวิทยานั้นเป็นที่สีให้ความรู้สึกว่าได้เติมเต็มพลัง สดใส ร่าเริง พร้อมรับกับสิ่งใหม่ ๆ แถมยังช่วยเพิ่มความอบอุ่นอีกด้วย รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจ การต่อยอดผลงานของเราอีกด้วย
ทริค 9 ข้อเลือกสีตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างไรให้บ้านปัง

           จบไปแล้วนะครับสำหรับการแนะนำ ทริค 9 ข้อเลือกสีตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างไรให้บ้านปังเรียกได้ว่าการเลือกสีแต่ละห้องนั้นเรียกได้ว่ามีผลกับการใช้ชีวิตของเราอย่างมาก โดยเฉพาะห้องนอนซึ่งเราจะต้องใช้ชีวิตในนั้นวันละ 3 ชั่วโมงขึ้นไป ดังนั้นจึงต้องมีการใช้สีห้องที่ให้ความรู้สึกสงบ เป็นส่วนตัวนั่นเอง

แนะนำ  5 สายพันธุ์แมวสำหรับคนเป็นภูมิแพ้ ไม่ต้องกลัวแพ้ขนอีกต่อไป

ต้องบอกว่าการเลี้ยงแมวไม่ใช่ว่าใครจะเลี้ยงก็ได้ คนเลี้ยงต้องมีการเช็คความพร้อมของตัวเองก่อน แต่หนึ่งในประเด็นที่เป็นปัญหากวนใจทาสแมวที่สุดก็คือ การเป็นโรคภูมิแพ้ หรือการแพ้ขนแมว เพราะสำหรับทาสแมวแล้ว คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้อุ้ม ได้กอด ได้หอม และได้เลี้ยงแมวของตัวเองใกล้ ๆ ถึงจะไม่มีแมวพันธุ์ไหนที่เลี้ยงได้ ไม่ทำให้แพ้เลย 100% แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีแมวพันธุ์ไหนที่เหมาะสำหรับผู้เป็นภูมิแพ้เลย ฉะนั้นวันนี้จะมาแนะนำ 5 สายพันธุ์แมวสำหรับคนเป็นภูมิแพ้ ไม่ต้องกลัวแพ้ขนอีกต่อไป ตามมาดูกัน

5 สายพันธุ์แมวสำหรับคนเป็นภูมิแพ้ ไม่ต้องกลัวแพ้ขนอีกต่อไป
 5 สายพันธุ์แมวสำหรับคนเป็นภูมิแพ้ ไม่ต้องกลัวแพ้ขนอีกต่อไป